วันที่ 17-28 สิงหาคม 2558 เรามีโอกาสได้เดินทางไปงาน AYA ที่มานิลา ฟิลิปินส์ อันนี้เป็นการเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกในชีวิตของเราเลย เราขึ้นเครื่องเวลาเที่ยงกว่าๆ ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ขึ้นของสายการบินCebu Pacific เป็นสายการบิน low cost ของฟิลิปปินส์โดยตรง พนักงานออกแนวหมวยๆ ตามตำรับความงามของคนฟิลิปปินส์ยุคนี้ ลงที่สานามบินนินอย มานิลา ถึงที่นั่นประมาณบ่ายสี่โมงกว่าตามเวลาท้องถิ่น เดินทางราวๆ 3 ชั่วโมง เวลาที่นั่นจะไวกว่าไทย 1 ชั่วโมง สนามบินนินอยแยกแต่ละเทอมินัลออกจากกัน ต้องนั่งรถเชื่อมหากัน เพราะไกลพอสมควร
พอลงจากเครื่องก็เดินเข้าด่านตรวจคนเข้าเมือง จะมีตั๋วเล็กๆให้กรอก ก่อนถึงด่านของ ตม. เราเจอ ตม.ผู้หญิง ซักเยอะพอสมควรประมาณ 5 นาที ทำเอาคนที่ภาษาอังกฤษพอคุยได้และเพิ่งออกนอกประเทศครั้งแรกอย่างเรานี่ถึงกับสั่นเลยทีเดียว คำถามที่เขาถาม เราคิดว่าน่าจะเป็นคำถามทั่วไปของ ตม.เขาถามว่ามาพักกับใคร มากี่วัน ทำงานหรือเที่ยว มาทำไม คนที่มาพบเป็นใคร ถามไอดีบริษัทด้วยเพราะเราตอบว่าเรามีงานประจำอยู่ที่ไทย แต่พอเราตอบไอดีบริษัทเราไปเขากลับบอกว่าไม่ใช่ จากนั้นเขาก็ปล่อยเราเข้าไปรอรับกระเป๋า สายพานส่งกระเป๋ามีแค่สายพานเดียว พอได้กระเป๋าแล้วเราก็เดินออกมาแลกเงินที่ทางออกในสนามบินตอนที่เราไป 1 บาทแลกได้ 1.9 เปโซ ในสนามบินเราเดินตามป้ายทั้งหมด
จากนั้นก็เดินออกมาเรียกแท็กซี่ ปลายทางของเราอยู่ที่ถนนซูซาโน ย่านโนวอลิเช่ ไกลพอสมควร ค่ารถ 2,400 เปโซ ตรงท่าแท็กซี่ด้านหน้าจะมีเจ้าหน้าที่ใส่ยูนิอร์มหาแท็กซี่ให้ โดยที่เขาจะเอาตารางราคาให้เราดู แล้วเราสามารถต่อรองได้บ้าง แต่ไม่เยอะ ของเราราคาเริ่มต้นเขาเสนอมาที่ 2,800 เปโซ เราต่อเหลือ 2,400 เปโซ พอตกลงเรียบร้อย รอซักครู่ก็มีแท็กซี่มารับตรงนั้นเลย คันที่เรานั่งไม่แน่ใจว่าเรียกแท็กซี่หรือรีมูซีนของสนามบิน
คนขับพูดภาษาอังกฤษดีเยี่ยม อัธยาศัยดีมาก นิสัยน่ารัก แต่เขาต้องโทรถามทางจากเพื่อนเราที่เป็นทีมงานตลอด เดินทางจากสนามบินไปที่บ้านพักใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ตอนที่เราไปรถไม่ติดมาก ไม่สมคำร่ำลือ คนขับเล่าให้ฟังว่าคนฟิลิปปินส์ เคยเป็นนักเคลื่อนไหวกับแทบทุกคน ในยุคที่ต้องขับไล่มากอส เพียงแต่ว่าจะทำงานบนดินหรือใต้ดินเท่านั้น
เขาบอกว่าหนังเรื่องพี่มาก ที่มาริโอเล่นคู่กับใหม่ ดาวิกา ดังมากที่ฟิลิปปินส์ เขารู้จักประเทศไทยหลายที่ เคยมาเที่ยวกรุงเทพ 1 ครั้ง เท่าที่ฟังดูเสมือนว่าเมืองไทยค่อนข้างดัง
จริงๆที่เราพักเป็นโบสถ์ของคนคาธอลิก มันเป็นที่พักที่ทางทีมงานเขาจัดให้ แต่แม่ชีที่ดูแลที่รอรับเราน่ารักมาก ไปแล้วรู้สึกเหมือนคนในครอบครัวดูแล เอาใจใส่เหมือนคุณยายแก่ๆ ที่เป็นห่วงหลาน พูดจาน่ารัก
ลองเข้าไปดูรายละเอียดก็ได้ เผื่อได้ไปย่านนั้น จะได้มีที่พักถูกๆ http://www.rcam.org/announcements/255-notre-dame-de-vie-retreat-house
ที่นี่เคยเป็นค่ายทหารเก่า สถานที่ร่มรื่นและเงียบสงบมาก เราเข้าใจว่าที่นี่เขาเปิดให้คนนอกเข้ามาเช่าพักได้ เพราะเห็นฝรั่งเข้ามาสอบถามห้องพัก ด้านในจะเป็นโบสถ์คาธอลิก มีโรงเรียนสอนศาสนา และเรือนพัก
 |
| ด้านหลัง-จริงๆ สิงหาคมเป็นหน้าฝนของที่นี่เช่นกัน มองไปทางไหนจึงเขียวชอุ่มมาก |
 |
ด้านหน้า-ทางเดินเข้าเรือนพัก มันน่าอยู่มาก
|
มาถึงก็มืดมากแล้ว และทุกคนที่มางานก็ลงพื้นที่หมดแล้ว เพราะว่าเรามาถึงช้ากว่ากำหนดการ 1 วัน จึงต้องอยู่คนเดียว รอทีมกลับมาในวันรุ่งขึ้น
 |
ห้องพักของเรา - จะมีห้องน้ำอยุ่ตรงกลางระหว่างห้อง ที่ต้องใช้ร่วมกันกับห้องข้างๆ ห้องล๊อคไม่ได้ ลูกบิดไม่มีกลอน
|
เช้าวันรุ่งขึ้น ทางที่พักก็จัดเตรียมอาหารไว้ให้ อาหารที่นี่รสชาติเหมือนอาหารไทยเปะเลยแต่จืดชืดกว่านิดหนึ่ง หนักผงชูรสใช้ได้ ทุกเมนูปราศจากพริกโดยสิ้นเชิง แต่จะมีพริกเม็ดให้บางครั้ง บนโต๊ะอาหารจะมีซอสคล้ายๆ ซีอิ๊วขาว น้ำส้ม และพริกป่นวางอยู่เป็นประจำ ที่นี่ไม่มีมะนาวใช้เพราะแพงมาก ดังนั้นเขาจึงใช้ส้มจี๊ดสีเขียวแทนมะนาว
 |
| มื้อเช้า-กล้วยจะมีเสริฟทุกมื้อ ขนมปังนี่จะมีเฉพาะมื้อเช้า ไข่ดาวและเนยก็เช่นกัน |
 |
| เนื้อหมัก ออกเปรี่ยว - เป็นเนื้อวัวหมักแล้วเอามาผัดใส่หอมหัวใหญ่ คือมันอร่ยมาก เราชอบมาก |
 |
| ปลาทะเลทอด - อันนี้เป็นปลาตัวเดียวกันกับที่คนบ้านเรากิน |
 |
| ผัดผัก - เขาใส่ผักทุกอย่างรวมกันหมดเลยอ่า ไม่เว้นแม้แต่มะระ |
เสร็จมื้อเช้าก็เป็นวันฟรีของเรา เพราะทีมที่ลงพื้นที่จะกลับมาช้ากว่ากำหนด เนื่องจากรถติดและฝนตก เจ้าหน้าที่ที่เป็นอาสาสมัครจึงอาสานำเที่ยวในตลาดใกล้ อ่านต่อในตอนที่ 2 นะคะ