Friday, November 06, 2015

กลับบ้านฉันที่ อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ : ยามข้าวกำลังออกรวง

บ้านเกิดเราอยู่ที่บ้านนาตุ่น ตำบลหนองบัวทอง อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ บ้านนาตุ่นเป็นหมู่บ้านเล็กๆ จำนวน 114 หลังคาเรือน ตั้งอยู่กลางทุ่งกว้าง ห่างจากตัวอำเภอรัตนบุรีประมาณ 10 กิโลเมตร ก่อนจะถึง

ปกติไม่ค่อยได้กลับไปเยี่ยมบ้านบ่อยนัก แต่ช่วงนี้คนแก่ที่บ้านค่อนข้างเหงา ก็เลยต้องกลับไปเยี่ยมท่านเรื่อยๆ รอบล่าสุดที่กลับไปเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมานี่เอง เป็นช่วงที่ข้าวกำลังเริ่มตั่งรวง และเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาวพอ คืออากาศกำลังเย็นพอดี และทิวทัศน์กำลังงาม เป็นฤดูที่เหมาะขับรถออกต่างจังหวัดเพื่อสูดอากาศดีดี และดูอะไรเขียวๆ มากๆ นะ

ปกติตามวิถีของ "ผู้สาวไทบ้าน" ถ้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ หรือไปที่อื่น พอกลับบ้านมาต้องไปนา ไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้วเพราะคิดถึงวิถีที่ตัวเองจากมา หรือเพราะเกรงว่าจะถูกคนในชุมชนซุบซิบ ถ้าไม่ไป ก็เลยถือโอกาสถ่ายรูปสวยๆ มาให้ดูกันค่ะ


ถนนในทุ่งนา ที่อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านมาก 
ทุ่งนาแปลงนี้อยู่ทิศตะวักของหมู่บ้าน ตรงปลายนาจะมีชลประทานไหลผ่านด้วย เมื่อก่อนหาปลาได้ แต่หลังจากขุดรอกใหม่ ก็ไม่มีใครกล้าลง เพราะมันลึกเกินไป

ทางเข้าหมู่บ้านเล็กๆ หมู่บ้านหนึ่งที่อยู่ไกลมากจากถนนเส้นหลัก

เมื่อก่อนมันจะลึกกว่านี้ แต่ตอนนี้เริ่มตื้นเขิน อีกไม่นานคงมีการขุดรอกใหม่

ข้าวกำลังเริ่มออกรวงแล้ว แต่ปีนี้ชาวนากังวลเรื่องราคาข้าวเปลือกมาก

อันนี้เป็นทางเข้าหมู่บ้านเล็ก หมู่บ้านหนึ่งกลางทุ่งกว้าง

ข้าวกำลังสวย ยังไม่ล้ม แต่อีกไม่นานก็คงล้ม เพราะลมหนาวกำลังมา

ชาวบ้านที่นี่เลี้ยงทั้งควายและวัว เรากินเนื้อวัวเป็นวัฒนธรรม แต่เราไม่เชือดเอง วัวที่เลี้ยงจะขายส่งให้นายทุน และเนื้อที่เราบริโภคจะซื้อมาจากตลาดในตัวอำเภออีกทีหนึ่ง

ถนนเชื่อมระหว่างหมู่บ้าน อันนี้คือสภาพหลังจากที่ได้รับการพัฒนาจากงบประมาณที่ทาง อบต.เอาลงมาแล้ว มันไม่ได้เป็นดินล้วนอย่างที่เห็นนะ มันจะเป็นหิน หน้าฝนก็เดินทางได้แบบไร้กังวล ดีงาม

ข้างหน้าจะเป็นหมู่บ้านเรา อันนี้ถนนจากทุ่งนาเข้าหมู่บ้าน อีกฟากหนึ่ง

อันนี้จะเป็นถนนไปนาฟากที่่ติดกับถนนใหญ่ เส้นนี้คงใช่สัญจรค่อนข้างเยอะ และตัดฝ่าหมู่บ้านด้วย จึงได้คอนกรีต

อาเรากำลังยืนดูข้าวล้ม ที่มีควายชาวบ้านมานอน เพราะในนาจะมีน้ำ แต่ไม่เยอะมาก กำลังนอนเย็นสบายพอดี

ใกล้ออกพรรษาแล้ว พระจันทร์ใกล้จะเต็มดวงแล้ว จึงเห็นตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ลับขอบฟ้า

ข้าวตรงนี้ไปไวกว่าอีกฟากหนึ่ง

แมลงปอค่อนข้างเชื่องนะ เข้าไปถ่ายใกล้ๆ แค่ไหนก็ไม่บินหนี

แมงมุมนา

ดอกหญ้า จริงๆ มันดอกเล็กมากๆ 

ข้างหน้าคือโรงสีประจำหมู่บ้าน ที่รับซื้อข้าวจากชาวบ้าน แล้วนำมาขายตรงที่กรุงเทพด้วย แต่ตอนนี้เหมือนจะไม่มีคนดำเนินการ

ค่ำแล้ว กลับบ้านกันไหม

ภาพสุดท้าย ทุ่งสวยๆ ข้าวงามๆ ใกล้ๆ บ้านเราเองแหละ

Thursday, November 05, 2015

ตอนที่ 2/4 เกร็ดเล็กๆ จากมานิลา ฟิลิปินส์ : ตลาด ความเชื่อ และการค้าขาย

วันที่ 2 เป็นวันว่างๆ ที่รอทางทีมเขากลับจากลงพื้นที่ ทางเจ้าหน้าที่ที่เป็นอาสาสมัครจึงพาเดินออกไปเที่ยวในห้างสรรพสินค้าในตลาดใกล้ๆ ที่พักบนถนนซูซาโน ย่านโนวอลิเช่นั่นหละ จากที่พักเดินไปประมาณ 700 เมตร จะเป็นโบสถ์คริสต์ ช่วงที่เราออกมาเดินบนถนนยังไม่แออัดมาก เพราะไม่ใช่เวลาเร่งด่วน

ที่นี่มีร้านขายของชำเยอะมาก แต่ละร้านจะปิดมิดชิดสุดๆ  จะเอาอะไรต้องให้คนขายหรือเจ้าของร้านหยิบให้เท่านั้น เพราะโจรชุกชุมขนาดหนัก เราจะยื่นเข้าไปได้แค่หน้า

ตลาดสดตรงถนนซูซาโนรูปลักษณ์และกลิ่นเหมือนตลาดสดบ้านเรามาก แม้แต่ห้างสรรพสินค้า จริงๆ มันคงเป็นมาตรฐานเดียวกันเที่ยวโลก เพราะมันเป็นแบรนด์โรบินสันเหมือนกัน แต่ห้างสรรพสินค้าบนถนนซูซาโนเป็นห้างท้องถิ่น ตอนนี้เริ่มจะเก่าและร้างแล้ว ข้างๆ ห้างจะเป็นตลาดนัดขายเสื้อผ้า ราคาเสื้อผ้าตลาดนัดที่นั่นอยู่ราวๆ 100 เปโซ แต่คุณภาพค่อนข้างแย่กว่าบ้านเราพอสมควร

หัวมุมตรงถนนซูซาโนข้างๆ ห้างสรรพสินค้า และไม่ไกลจากตลาดสด


ตรงโบสถ์คริสต์ที่เราแวะเข้าไปจะมีคนเข้าออกตลอดเวลา ด้านหน้าทางเข้าโบสถ์จะมีคนขายสมุนไพรพร้อมใช้ สมุนไพรสด ขายเครื่องลางของคลัง คล้ายๆ พ่อค้าแม่ค้าย่านวัดโพธิ์ วัดพระแก้วแถวบ้านเราเป๊ะเลย เราเพิ่งรู้ว่าคนคริสต์เขาใช้พวงมาลัยดอกไม้สดไหว้พระเยซูด้วย

ตรงนั้นจะเห็นพวงมาลัยที่เรากล่าวถึง

แม่ค้าขายสมุนไพรและเครื่องราง

อันนี้คือพวงมาลัยที่เขาใช้ไหว้กัน มันเป็นดอกสเลเตสดที่เอามาห้อยกับตอกไม้ไผ่บางๆ สองพวง 5 เปโซ แต่ชุดขาย 4 พวง

อันนี้เป็นเทียนสีในโบสถ์ มีอยู่ประมาณ 5 สี แต่ละสีจะมีความหมายต่างกันๆไป แล้วแต่จะเลือกอธิษฐานด้านไหน
เสร็จจากโบสถ์เราก็เดินเข้าห้าง ไปซื้อรองเท้า เพราะรองเท้าขาด ในห้างสรรพสินค้าที่นี่โดยเฉพาะซุปเปอร์มาร์เก็ต เขาจะมียามแน่นหนาและตรวจละเอียดมาก คือยามเขาพกอาวุธเหมือนทหารออกรบบ้านเรา ทีแรกเราไปถึงเราเห็ฯยามทั่วๆ ไป เราถึงกับเข้าใจว่าทหารที่นี่มีอยู่ทุกที่ แล้วมารู้ทีหลังว่า อ่อ เขาไม่ใช่ทหาร เขาคือยาม

พนักงานรักษาความปลอดภัย (ยาม) -อาวุธครบยิ่งกว่าทหาร

เข้าห้างไม่ได้ซื้ออะไรมาก เพราะไม่ได้แลกเงินไป แวะไปดูแค่รองเท้า พอดีเขาลดราคา คู่ที่เราซื้อมาราคา 100 เปโซ ที่มานิลาเขาไม่ใช้ถุงพลาสติกในของให้ลูกค้า ถ้าอยากได้ต้องซื้อใบละ 2.5 เปโซ แล้วเเต่ขนาด เขาจะใช้ถุงกระดาษ แล้วถุงกระดาษที่ใช้ก็จะไม่มีหู คือเราต้องพกกระเป๋าผ้า ในซุปเปอร์มาร์เก็ตตรงแคชเชียร์จะมีถุงผ้า จริงๆ มันเป็นเหมือนผ้ากระดาษสา ไว้ขายให้ลูกค้า

ถุงกระดาษที่เขาใช้ใส่ของให้ลูกค้า

ไปเจอคลินิคลดราคา 

สินค้าในซุปเปอร์มาร์เก็ตก็เป็นสินค้าแบรนด์เดียวกับที่จำหน่ายในบ้านเรา ราคาไม่ต่างกันมาก แต่ที่หาซื้อค่อนข้างยากและแพงในฟิลิปปินส์คือ นม เราพบนมแบรนด์ไทย คือแลคตาซอยขวดแก้ว ราคา 23 เปโซ เซเว่นที่นั่นก็มี แต่ไม่เกลื่อนกลาดเหมือนบ้านเรา และในเซ่เว่นแต่ละที่จะมีจะมีคาเฟ่ด้วย แบบเรารู้สึกว่าเซเว่นที่นั่นหรูหรากว่าบ้านเรานะ เท่าที่สัมผัสได้ จากห้างเสร็จเราก็เดินกลับที่พัก เดี๋ยวมาต่อตอนที่ 3 เรื่องการขนส่งในมานิลานะ



Tuesday, November 03, 2015

ตอนที่ 1/4 เกร็ดเล็กๆ จากมานิลา ฟิลิปินส์ : ที่พักและอาหาร

วันที่ 17-28 สิงหาคม 2558 เรามีโอกาสได้เดินทางไปงาน AYA ที่มานิลา ฟิลิปินส์ อันนี้เป็นการเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกในชีวิตของเราเลย เราขึ้นเครื่องเวลาเที่ยงกว่าๆ ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ขึ้นของสายการบินCebu Pacific เป็นสายการบิน low cost ของฟิลิปปินส์โดยตรง  พนักงานออกแนวหมวยๆ ตามตำรับความงามของคนฟิลิปปินส์ยุคนี้ ลงที่สานามบินนินอย มานิลา ถึงที่นั่นประมาณบ่ายสี่โมงกว่าตามเวลาท้องถิ่น เดินทางราวๆ 3 ชั่วโมง เวลาที่นั่นจะไวกว่าไทย 1 ชั่วโมง สนามบินนินอยแยกแต่ละเทอมินัลออกจากกัน ต้องนั่งรถเชื่อมหากัน เพราะไกลพอสมควร

พอลงจากเครื่องก็เดินเข้าด่านตรวจคนเข้าเมือง จะมีตั๋วเล็กๆให้กรอก ก่อนถึงด่านของ ตม.  เราเจอ ตม.ผู้หญิง ซักเยอะพอสมควรประมาณ 5 นาที ทำเอาคนที่ภาษาอังกฤษพอคุยได้และเพิ่งออกนอกประเทศครั้งแรกอย่างเรานี่ถึงกับสั่นเลยทีเดียว คำถามที่เขาถาม เราคิดว่าน่าจะเป็นคำถามทั่วไปของ ตม.เขาถามว่ามาพักกับใคร มากี่วัน ทำงานหรือเที่ยว มาทำไม คนที่มาพบเป็นใคร ถามไอดีบริษัทด้วยเพราะเราตอบว่าเรามีงานประจำอยู่ที่ไทย แต่พอเราตอบไอดีบริษัทเราไปเขากลับบอกว่าไม่ใช่ จากนั้นเขาก็ปล่อยเราเข้าไปรอรับกระเป๋า สายพานส่งกระเป๋ามีแค่สายพานเดียว พอได้กระเป๋าแล้วเราก็เดินออกมาแลกเงินที่ทางออกในสนามบินตอนที่เราไป 1 บาทแลกได้ 1.9 เปโซ ในสนามบินเราเดินตามป้ายทั้งหมด

จากนั้นก็เดินออกมาเรียกแท็กซี่ ปลายทางของเราอยู่ที่ถนนซูซาโน ย่านโนวอลิเช่ ไกลพอสมควร ค่ารถ 2,400 เปโซ ตรงท่าแท็กซี่ด้านหน้าจะมีเจ้าหน้าที่ใส่ยูนิอร์มหาแท็กซี่ให้ โดยที่เขาจะเอาตารางราคาให้เราดู แล้วเราสามารถต่อรองได้บ้าง แต่ไม่เยอะ ของเราราคาเริ่มต้นเขาเสนอมาที่ 2,800 เปโซ เราต่อเหลือ 2,400 เปโซ พอตกลงเรียบร้อย รอซักครู่ก็มีแท็กซี่มารับตรงนั้นเลย คันที่เรานั่งไม่แน่ใจว่าเรียกแท็กซี่หรือรีมูซีนของสนามบิน

คนขับพูดภาษาอังกฤษดีเยี่ยม อัธยาศัยดีมาก นิสัยน่ารัก แต่เขาต้องโทรถามทางจากเพื่อนเราที่เป็นทีมงานตลอด เดินทางจากสนามบินไปที่บ้านพักใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ตอนที่เราไปรถไม่ติดมาก ไม่สมคำร่ำลือ คนขับเล่าให้ฟังว่าคนฟิลิปปินส์ เคยเป็นนักเคลื่อนไหวกับแทบทุกคน ในยุคที่ต้องขับไล่มากอส เพียงแต่ว่าจะทำงานบนดินหรือใต้ดินเท่านั้น

เขาบอกว่าหนังเรื่องพี่มาก ที่มาริโอเล่นคู่กับใหม่ ดาวิกา ดังมากที่ฟิลิปปินส์ เขารู้จักประเทศไทยหลายที่ เคยมาเที่ยวกรุงเทพ 1 ครั้ง เท่าที่ฟังดูเสมือนว่าเมืองไทยค่อนข้างดัง

จริงๆที่เราพักเป็นโบสถ์ของคนคาธอลิก มันเป็นที่พักที่ทางทีมงานเขาจัดให้ แต่แม่ชีที่ดูแลที่รอรับเราน่ารักมาก ไปแล้วรู้สึกเหมือนคนในครอบครัวดูแล เอาใจใส่เหมือนคุณยายแก่ๆ ที่เป็นห่วงหลาน พูดจาน่ารัก
ลองเข้าไปดูรายละเอียดก็ได้ เผื่อได้ไปย่านนั้น จะได้มีที่พักถูกๆ http://www.rcam.org/announcements/255-notre-dame-de-vie-retreat-house

ที่นี่เคยเป็นค่ายทหารเก่า สถานที่ร่มรื่นและเงียบสงบมาก เราเข้าใจว่าที่นี่เขาเปิดให้คนนอกเข้ามาเช่าพักได้ เพราะเห็นฝรั่งเข้ามาสอบถามห้องพัก ด้านในจะเป็นโบสถ์คาธอลิก มีโรงเรียนสอนศาสนา และเรือนพัก

ด้านหลัง-จริงๆ สิงหาคมเป็นหน้าฝนของที่นี่เช่นกัน มองไปทางไหนจึงเขียวชอุ่มมาก

ด้านหน้า-ทางเดินเข้าเรือนพัก มันน่าอยู่มาก


มาถึงก็มืดมากแล้ว และทุกคนที่มางานก็ลงพื้นที่หมดแล้ว เพราะว่าเรามาถึงช้ากว่ากำหนดการ 1 วัน จึงต้องอยู่คนเดียว รอทีมกลับมาในวันรุ่งขึ้น
ห้องพักของเรา - จะมีห้องน้ำอยุ่ตรงกลางระหว่างห้อง ที่ต้องใช้ร่วมกันกับห้องข้างๆ ห้องล๊อคไม่ได้ ลูกบิดไม่มีกลอน


เช้าวันรุ่งขึ้น ทางที่พักก็จัดเตรียมอาหารไว้ให้ อาหารที่นี่รสชาติเหมือนอาหารไทยเปะเลยแต่จืดชืดกว่านิดหนึ่ง หนักผงชูรสใช้ได้ ทุกเมนูปราศจากพริกโดยสิ้นเชิง แต่จะมีพริกเม็ดให้บางครั้ง บนโต๊ะอาหารจะมีซอสคล้ายๆ ซีอิ๊วขาว น้ำส้ม และพริกป่นวางอยู่เป็นประจำ ที่นี่ไม่มีมะนาวใช้เพราะแพงมาก ดังนั้นเขาจึงใช้ส้มจี๊ดสีเขียวแทนมะนาว

มื้อเช้า-กล้วยจะมีเสริฟทุกมื้อ ขนมปังนี่จะมีเฉพาะมื้อเช้า ไข่ดาวและเนยก็เช่นกัน

เนื้อหมัก ออกเปรี่ยว - เป็นเนื้อวัวหมักแล้วเอามาผัดใส่หอมหัวใหญ่ คือมันอร่ยมาก เราชอบมาก

ปลาทะเลทอด - อันนี้เป็นปลาตัวเดียวกันกับที่คนบ้านเรากิน  
ผัดผัก - เขาใส่ผักทุกอย่างรวมกันหมดเลยอ่า ไม่เว้นแม้แต่มะระ 
เสร็จมื้อเช้าก็เป็นวันฟรีของเรา เพราะทีมที่ลงพื้นที่จะกลับมาช้ากว่ากำหนด เนื่องจากรถติดและฝนตก เจ้าหน้าที่ที่เป็นอาสาสมัครจึงอาสานำเที่ยวในตลาดใกล้ อ่านต่อในตอนที่ 2 นะคะ







Tuesday, October 20, 2015

แนะนำศรีลังกาพอสังเขป

มาทำความรู้จักประเทศศรีลังกากันแบบคร่าวๆ นะคะ...
ประเทศศรีลังกา หรือ สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา (the democracy socialist republic of Sri lanka) เดิมรู้จักกันในนาม "ซีลอน" เป็นประเทศเล็กๆ ในมหาสมุทรอินเดีย อยุ่ทางตอนใต้ของอินเดีย พื้นที่ทั้งหมดของประเทศมีขนาดแค่ 12% ของประเทศไทย เคยตกเป็นเมืองขึ้นของดัตช์ หลังจากนั้นกษัตริย์สิงหลได้จับมือกับอังกฤษ เพื่อขับไล่ดัตถ์ ต่อมาจึงได้กลายเป็นอาณานิคมของอังกฤษ และเพิ่งได้รับเอกราชในปี 2491 หลังจากนั้นก็เกิดสงครามกลางเมือง ระหว่างทมิฬกับสิงหล


ที่มา : http://www.ezilon.com/maps

ศรีลังกามีประชากรทั้งหมด 21 ล้านคนโดยประมาณ เป็นชาวสิงหลที่นับถือศาสนาพุทธกว่า 70% ที่เหลือจะเป็นชาวทมิฬนาดูลที่นับถือฮินดู อิสลามและคริสต์ ตามลำดับ ภาษาราชาการใช้ทั้งสิงหลและทมิฬ แต่ชาวสิงหลจำนวนไม่น้อย พูดไม่สามารถอ่านเขียนหรือพูดภาษาทมิฬได้ นอกจากนั้นชาวศรีลังกา ยังสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ในระดับดี 



ที่มา : http://shrihari-nirdude.blogspot.com/

สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ยางพารา ชา (ชาที่โด่งดังคือชาซีลอน-ชาดีของอังกฤษแต่ผลิตในศรีลังกา) สิ่งทอ พลอย สกุลเงินที่ใช้จะเป็น Lankan Rupee (อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 4 LRS เท่ากับ 1 บาท -ต.ค.2558)



อาหารพื้นบ้านที่บริโภคกันทั่วไปจะรสชาติคล้ายๆ อินเดียและอาหารใต้ของบ้านเราแต่ไม่ถึงกับเหมือนเลยเสียทีเดียว และเผ็ดกันคนละแบบและเครื่องเทศหลักคือผงมาสลา(ผงที่อยู่ในมัสมั่น) อาหารอื่นๆ ก็ได้รับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาพอสมควร แม้แต่วัฒนธรรมการกินชาในตอนบ่ายเหมือนของอังกฤษ


ที่มา : www.monitor.upeace.org

อ้างอิง1 : http://sameaf.mfa.go.th/th/country/south-asia/detail.php?ID=11
อ้างอิง 2 : http://www.ezilon.com/maps